9 ตุลาคม 2025

6 หุ้นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติ AI เชิงสร้างสรรค์

งานวิจัย / มุมมองจาก Themes

แชร์

การเกิดขึ้นของ AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังเครื่องมืออย่าง ChatGPT, Gemini และ Grok ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่การถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนโฉมหลายอุตสาหกรรม และเปลี่ยนแปลงทุกอย่างตั้งแต่วิธีที่ผู้คนค้นหาข้อมูลไปจนถึงวิธีที่ผู้สร้างสรรค์ผลิตเนื้อหา

สำหรับนักลงทุน การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้สร้างโอกาสมากมาย เนื่องจากบริษัทที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหลัก โมเดลพื้นฐานที่ทรงพลัง และแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภคของ AI เชิงสร้างสรรค์ กำลังมีความต้องการโซลูชันอย่างแข็งแกร่ง ต่อไปนี้คือหกหุ้นที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติครั้งนี้

Nvidia

แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดถึง AI เชิงสร้างสรรค์โดยไม่กล่าวถึง Nvidia เพราะบริษัทนี้ขับเคลื่อนการปฏิวัติครั้งนี้มาจนถึงปัจจุบันเกือบจะด้วยตัวเอง

โมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เช่นโมเดลที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT ต้องใช้พลังการประมวลผลแบบขนานจำนวนมหาศาลทั้งในการฝึกสอนและการอนุมาน (การทำงานของโมเดล) ตรงนี้เองที่ Nvidia มีบทบาทสำคัญ บริษัทออกแบบหน่วยประมวลผลกราฟิก (Graphics Processing Unit: GPU) ประสิทธิภาพสูงที่สามารถจัดการการดำเนินการนับพันรายการได้พร้อมกัน GPU เหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งกับการคำนวณที่ซับซ้อนซึ่งเป็นหัวใจของ AI เชิงสร้างสรรค์

ปัจจุบัน GPU ของ Nvidia ถูกใช้โดยผู้เล่นรายใหญ่เกือบทั้งหมดในวงการ AI เชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ OpenAI เจ้าของ ChatGPT, Microsoft, Google และ Meta Platforms ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเหล่านี้ซื้อชิปจากบริษัทเป็นหลายหมื่นชิ้นเพื่อสร้างและรันโมเดลของตน จากความต้องการ GPU ที่สูงลิบ ยอดขายของ Nvidia จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (สิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2025) รายได้อยู่ที่ 130.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ1 เพิ่มขึ้นจาก 27.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสามปีก่อน

เมื่อมองไปข้างหน้า Nvidia ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดชิป AI 80% ถึง 90%2 ดูมีความพร้อมที่จะครองตลาดการประมวลผลสำหรับ AI เชิงสร้างสรรค์ต่อไป โดยเฉพาะหลังมีข่าวว่าบริษัทจะลงทุน 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ3 ใน OpenAI (OpenAI จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ซื้อ GPU ของ Nvidia) อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรทราบว่าบริษัทชิปรายอื่นก็เริ่มประสบความสำเร็จกับ GPU สำหรับ AI และเริ่มแย่งส่วนแบ่งตลาดได้แล้ว

AMD

หนึ่งในบริษัทเหล่านั้นคือ Advanced Micro Devices หรือ “AMD” ซึ่งเป็นผู้ออกแบบชิปที่ดำเนินธุรกิจในหลายด้าน รวมถึงการประมวลผลประสิทธิภาพสูง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AMD พยายามอย่างหนักเพื่อแข่งขันในตลาด AI โดยท้าทายการครองตลาดของ Nvidia โดยตรงด้วย GPU ซีรีส์ “Instinct” และความพยายามนี้กำลังออกดอกออกผล

ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤษภาคม Dr. Lisa Su ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้แจ้งต่อนักลงทุนว่า ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscaler) หลายรายได้ขยายการใช้ตัวเร่งประมวลผล Instinct ครอบคลุมกรณีการใช้งาน AI เชิงสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เธอยังกล่าวว่าผู้พัฒนาโมเดล AI รายใหญ่รายหนึ่งกำลังใช้ GPU Instinct สำหรับการอนุมานแล้ว

ล่าสุดในเดือนตุลาคม บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงสำคัญ4 กับ OpenAI โดย OpenAI จะติดตั้ง GPU ของ AMD ขนาดหกกิกะวัตต์ในช่วงปีข้างหน้าตามการขยายตัวของผู้นำด้าน AI รายนี้ และคาดว่าจะสร้างรายได้ “หลายหมื่นล้าน” ให้ AMD

หลังข้อตกลงกับ OpenAI นี้ นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทหลายรายได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น AMD ความเห็นโดยรวมของนักวิเคราะห์คือ ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างมากต่อชิปและซอฟต์แวร์ AI ของ AMD

Broadcom

ผู้ออกแบบชิปอีกรายที่กำลังประสบความสำเร็จในวงการ AI เชิงสร้างสรรค์ และอาจเป็นภัยคุกคามต่อ Nvidia คือ Broadcom บริษัทผลิตชิปแบบกำหนดเอง (ซึ่งเรียกว่า “XPU”) ให้ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ เช่น Alphabet และ Meta Platforms

ในเดือนกันยายน Broadcom ประกาศว่าได้ลูกค้ารายที่สี่สำหรับ XPU และลูกค้ารายนี้ได้ให้คำมั่นซื้อชิปมูลค่า 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าลูกค้ารายนี้คือใคร แต่เชื่อกันว่าเป็น OpenAI

จากลูกค้ารายใหม่นี้ และปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า XPU รายอื่น บริษัทคาดว่ารายได้จาก AI จะเติบโตอย่างมากในอนาคต ในไตรมาสนี้ (ไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2025) บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จาก AI 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ5 เพิ่มขึ้นจาก 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ในปีงบประมาณหน้า บริษัทคาดว่ารายได้จาก AI จะเติบโตมากกว่า 60%

เมื่อมองไกลออกไป Hock Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Broadcom กล่าวว่าเขาเชื่อว่าในอนาคต สัดส่วน XPU ที่ลูกค้าผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ของกลุ่มบริษัทใช้อาจมากกว่าสัดส่วน GPU กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความต้องการชิปแบบกำหนดเองที่ Broadcom ออกแบบอาจเกินความต้องการ GPU เอนกประสงค์ที่ออกแบบโดยบริษัทอย่าง Nvidia และ AMD ในที่สุด

Alphabet

เมื่อมาดูผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ หนึ่งบริษัทที่ดำเนินงานอย่างแข็งขันในวงการ AI เชิงสร้างสรรค์คือ Alphabet เจ้าของ Google ซึ่งมีแอป AI เชิงสร้างสรรค์ของตนเองคือ Gemini แม้แอปนี้เปิดตัวหลัง ChatGPT แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรายเดือนหลายร้อยล้านราย และในเดือนกันยายน แอปนี้แซง ChatGPT กลายเป็นแอปที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดใน App Store ของ Apple6

ที่ผ่านมา Google ได้ผสานเทคโนโลยี Gemini เข้ากับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคและองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตัวอย่างเช่น ฝั่งผู้บริโภค Google เปิดตัว AI Overviews และ AI Mode ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถให้สรุปและคำตอบที่สร้างโดย AI แบบสนทนาโดยตรงสำหรับคำถามที่ซับซ้อน ส่วนฝั่งองค์กรมี Gemini for Google Workspace ซึ่งนำเสนอฟีเจอร์ AI อันทรงพลัง (เช่น การร่างอีเมลและข้อเสนอ) ที่ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มผลิตภาพได้ สิ่งนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าและความเหนียวแน่นของบริการแบบสมัครสมาชิก

นอกจากนี้ AI เชิงสร้างสรรค์ยังกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญของธุรกิจประมวลผลแบบคลาวด์ของ Alphabet ด้วยทรัพยากรประมวลผลอันทรงพลังที่รองรับงาน AI ที่ซับซ้อนได้ ปัจจุบัน Google Cloud จึงถูกใช้โดยสตาร์ทอัปด้าน AI เชิงสร้างสรรค์ที่มีเงินทุนหนาหลายราย รวมถึง Anthropic, Midjourney และ Osmo โปรดทราบว่าในเดือนมิถุนายน OpenAI ประกาศว่าขณะนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Google เป็นทรัพยากรประมวลผล7 ก่อนหน้านี้ OpenAI พึ่งพา Azure ของ Microsoft เพื่อรองรับความต้องการกำลังประมวลผลมหาศาล

Microsoft

พูดถึง Microsoft แล้ว นี่เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI เชิงสร้างสรรค์หลายทาง เช่นเดียวกับ Alphabet บริษัทนำเสนอทั้งแอปพลิเคชัน AI สำหรับผู้บริโภคและบริการประมวลผล AI เบื้องหลัง

Microsoft เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ OpenAI จึงสามารถนำเทคโนโลยี ChatGPT ไปใช้ในบริการต่าง ๆ ของตนได้ ตัวอย่างหนึ่งคือ Microsoft 365 Copilot ผู้ช่วยที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งผสานอยู่ในแอป Microsoft 365 เช่น Word, Excel, PowerPoint, Outlook และ Teams สามารถร่างอีเมล สรุปการประชุม และสร้างเนื้อหา ซึ่งอาจช่วยให้ธุรกิจได้ผลิตภาพและผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI) ที่วัดผลได้ เนื่องจาก Copilot เป็นบริการสมัครสมาชิกเสริม (30 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้ต่อเดือน) บริการนี้จึงอาจนำไปสู่การเติบโตของรายได้ของ Microsoft อย่างมีนัยสำคัญในปีข้างหน้า หากได้รับการยอมรับในวงกว้าง

ความร่วมมือของ Microsoft กับ OpenAI ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของแพลตฟอร์มคลาวด์ Azure แม้จะไม่ได้เป็นผู้ให้บริการคลาวด์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับทุกภาระงานของ OpenAI อีกต่อไป แต่การเติบโตของ OpenAI ยังคงทำให้บริการของ Azure มีความต้องการสูง ผลักดันให้รายได้ในส่วนธุรกิจนี้สูงขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือ Microsoft เป็นนักลงทุนรายใหญ่ใน OpenAI โดยลงทุนมากกว่า 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้8 เมื่อพิจารณาว่าปัจจุบัน OpenAI มีมูลค่า 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ9 การลงทุนนี้อาจให้ผลตอบแทนอย่างมากในอนาคต หาก OpenAI ตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO)

Snowflake

แม้ ChatGPT และ Gemini จะเป็นหน้าตาที่คนรู้จักมากที่สุดของ AI เชิงสร้างสรรค์ แต่ก็มีบริษัทจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่กำลังสร้างและใช้งานแอป AI ของตนเอง และหนึ่งบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้คือ Snowflake ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้เครื่องมือจำเป็นสำหรับธุรกิจในการสร้าง ใช้งาน และขยายขนาดแอปพลิเคชัน AI โดยใช้ข้อมูลของตนเอง

บริการ AI เรือธงของ Snowflake มีชื่อว่า Snowflake Cortex ซึ่งเป็นชุดบริการปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) ที่บริหารจัดการให้ทั้งหมด และสร้างไว้ในแพลตฟอร์ม Snowflake AI Data Cloud โดยตรง ลูกค้าสามารถใช้บริการนี้รัน LLM และโมเดล ML บนข้อมูลของตนได้โดยตรงโดยไม่ต้องย้ายข้อมูลออกจากแพลตฟอร์ม ความจริงที่ว่าสถาปัตยกรรมของ Snowflake ช่วยให้ลูกค้ารันโมเดล AI และปรับแต่ง LLM บนข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้ โดยไม่ต้องย้ายออกจากขอบเขตของแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย ถือเป็นจุดขายสำคัญสำหรับองค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย

เมื่อบริษัททุกรูปแบบและทุกขนาดต่างรีบทดลองใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ Snowflake จึงมีความต้องการบริการสูงในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขกำไรไตรมาส 2 ล่าสุด ในไตรมาสนี้ รายได้จากผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 1.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน10 ซึ่งเป็นการเร่งตัวของการเติบโตอย่างชัดเจนจากไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโต 26% แสดงให้เห็นว่า AI ส่งผลต่อผลการดำเนินงานอย่างเห็นได้ชัด

เชิงอรรถ:

1LSEG ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2025

2IOT Analytics, The leading generative AI companies ณ วันที่ 4 มีนาคม 2025

3NVIDIA, OpenAI and NVIDIA Announce Strategic Partnership to Deploy 10 Gigawatts of NVIDIA Systems ณ วันที่ 22 กันยายน 2025

4OpenAI, AMD and OpenAI announce strategic partnership to deploy 6 gigawatts of AMD GPUs ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2025

5Broadcom, Broadcom Inc. Announces Third Quarter Fiscal Year 2025 Financial Results and Quarterly Dividend ณ วันที่ 4 กันยายน 2025

6TechCrunch, Gemini tops the App Store thanks to new AI image model, Nano Banana ณ วันที่ 16 กันยายน 2025

7CNBC, OpenAI says it will use Google’s cloud for ChatGPT ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2025

8CNBC, The rise of OpenAI and Microsoft’s $13 billion bet on the AI startup ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2025

9Yahoo Finance, OpenAI now worth $500 billion, possibly making it the world's most valuable startup ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2025

10Snowflake, Snowflake Reports Financial Results for the Second Quarter of Fiscal 2026 ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2025

แชร์